2008/Jul/08

คุณๆได้ไปชมกันมาหรือยัง เราไปมาแว้ววว....

โดยภาพรวมของหนัง ส่วนตัวแล้วบอกตามตรงว่า ชอบพอควรเลยแหละ ให้ 8.5/ 10  ทั้งฉากบู๊ที่สดใหม่ พระเอกก็น่ารัก นางเอกก็สวยซ้า....แต่ถึงไม่นับ special effect สุดอลัง หรือฉากaction มันส์หยด  เราว่าเราก็สามารถชอบหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ด้วยคำถามที่ปรากฎบ่อยๆในหนัง....คำถามที่พระเอกเฝ้าถามตัวเองอยู่ร่ำไป

เราคือใคร?

คำถามเชิงปรัชญาแบบนี้ เราเคยประจักษ์เต็มตาครั้งแรก ก็ตอนอ่านวรรณกรรมชื่อก้องโลก ของโยสไตน์ กอร์เดอร์ เรื่อง "โลกของโซฟี"นั่นแล  หลังจากที่ได้อ่านจบ วิถีการมองโลกของเราและความเชื่อหลายๆอย่างก็ยิ่งถูกตอกหมุดตรึงแน่นมากขึ้น และwanted ก็เหมือนการตอกตะปูปิดฝาโลง ทำให้ศพความเชื่อของเราหมดโอกาสจะฟื้นกลายร่างเป็นอื่นไปได้โดยสนิทใจ

เราเดาเอาเองว่า หนังเรื่องนี้คงถูกใจคนหลายคนมากมากย ทั้งในแง่ของความบันเทิง และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากว่าเราจะพึงพิจารณาสถานภาพของเราในโลกใบนี้ ทั้งการที่เราคือใคร จะอยู่เพื่ออะไร และ เรามีเจตจำนงเสรีจริงหรือเปล่า หรือว่าเราจะต้องรอชะตากรรมจากหูกทอฝ้า( ที่เราว่าที่มาในหนังนั้น ดูเบาๆไปหน่อยนึง พอๆกับที่ เรารู้สึกว่าพระเอกนี้หนา ต้องมีพรสวรรค์ขั้นเทพ เพราะพี่เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้เร็วเหลือใจ เผลอแผล็บเดียว ก็เก่งจนโค่นนักฆ่าได้ทั้งแก๊ง....แต่ในเมื่อหนังมันจำกัดเวลา มันก็ต้องเป็นแบบนี้แล หาไม่แล้วคงต้องดูเป็นซีรี่ส์ ....)

ประโยชน์ของหนังที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่แค่การได้ตั้งคำถาม และ ( อาจจะ)ได้คำตอบว่า เราคือใคร แต่สิ่งทีสำคัยกว่านั้นในความเห็นของเราก็คือกาที่"เราๆ" อาจจะไม่ต้องยึดติดกับอัตตาตัวเองมากอย่างที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ ในตอนท้ายของเรื่อง ที่พระเอกบอกกับคนดูว่าตัวเขานั้นทั้งเป็นและไม่เป็นนักฆ่า และพนักงานออฟฟิส

แต่เป็นเพียง"เป้าลวง"เท่านั้น

นี่มันไม่ใช่การส่งสารกับคนดูหรืออย่างไร ? ว่าเรานั้นคือความว่างเปล่า

ว่างเปล่าเสียจน ทุกวันนี้ คนหลายๆคนก็ไม่รุ้ว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไร จนถึงกับต้องสร้างเป้าลวงขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองไปวันๆว่าชีวิตของเรานั้น มันไม่ได้ไร้ค่าและว่างเปล่าจนเกินไป

เราไม่แน่ใจว่าการคิดแบบนี้ จะเป็นการแข็งขืนต่อบรรทัดฐาน หรือขนบความเชื่อของสังคมส่วนใหญ่มากเกินไปหรือเปล่า ( เพราะอย่างน้อยที่สุด.....ในความเป็นมนุษย์ที่เกิดมา พ่อแม่อาจจะต้องรับรับผิดชอบเรา พอๆกับที่ เราควรต้องรับผิดชอบท่าน เหล่านี้เป็นหน้าที่หรือเปล่า และสามารถนับเป็นเป้าหมายของปุถุชนที่ไม่ใช่เป้าลวงได้หรือไม่ .....ถ้าไม่ใช่ นั่นจะเป็นการอธิบายสเหตุของการออกผนวชของพระพุทธเจ้าได้หรือไม่?)

เอาล่ะ....ก่อนที่เราจะเข้าถึงนิพพานกันเร็วเกินไป นอกเหนือจากสาระของหนังแล้ว เรายังแอบสังเกตุเอาเองว่านี่เป็นหนังฮอลลีวู้ด แต่ ผู้กำกับดันเป็นคนรัสเซีย พอๆกับที่พระเอก เจมส์ แม็คอะวอย ก็เป็นคนอังกฤษ ซะด้วย

อะไรจะลื่นไหลได้ขนาดนั้น

ไม่รู้ทำไม แต่ตอนที่เราดูหนังเรื่องนี้ แล้วก็พานนึกถึงหนังเรื่อง kill bill ไปด้วยไม่ได้  ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความโหด เลือดสาด ไร้ปราณีของภาพยนตร์ทั้งสองนั่นเอง

และถึงแม้ว่า หนังจะนำเสนอมิติของตัวละครไม่ได้ลึกอะไรมากมาย แต่ก็ควรแก่เหตุที่หนังยังเป็นหนังที่ถูกสร้างมาเพื่อความบันเทิง

ที่เหลือเราจึงไม่สงสัยอะไรมาก นอกจากว่า

ใครเป็นคนทอผ้าวะ?

และ ยันต์อาจาร์ยหนูจะดังไปกว่านี้ไหม?

*นอกเรื่อง - เราเห็นโปสเตอร์ละครเวที ข้างหลังภาพ ของคุณบอยแล้ว ชวนให้หวั่นใจว่าคุณหญิงกีรติเวอร์ชั่นนี้เปรี้ยวน่าดู เจาะหูรูเดียวไม่พอ นี่ล่อเข้าไป3

 

edit @ 8 Jul 2008 18:28:03 by cool fire

2008/Jun/19

คุณว่าประเด็นนี้ตลกไหม? ดูเผินๆก็อาจจะตลกอยู่บ้าง จะมีใครที่โตแล้วมีสติสัมปชัญญะ จะไม่รู้จักตัวเอง?

แต่ที่จะพูดถึงในตอนนี้ เราหมายความถึง การที่คนๆหนึ่งจะให้นิยามความเป็นตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องไปพึ่งหมอดู หรือ ตำราโหราศาสตร์ เวลาตกฟากใดๆทั้งสิ้น แค่วิเคราะห์เอาเองจากการตกตะกอนของประสบการณ์ต่างๆ

ทุกวันนี้เราเองยังอดขำ( ด้วยนิสัยเสียๆ)ไมได้ว่า ทำไมบางคนเวลาที่ถูกถามว่าคิดว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร แล้วจะตอบไม่ได้ในทันที ต้องอ้ำอึ้งๆก่อนสักพักหนึ่ง

ถ้ามองด้วยสายตามารร้ายก็คงมองว่า แม้แต่ตัวเองยังไม่ประสาด้วยแล้วจะไปถือเอาความอะไรกับคนอื่นได้

แต่ ถ้ามองด้วยสายตาแม่พระ ก็อาจจะบอกได้ว่า เขากำลังระวังถ้อยคำด้วยพื้นฐานไม่อยากโอ้อวดตน (นอกเรื่อง- เคยได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งของฝรั่ง เขาบอกว่า ยิ่งเราพูดถึงตัวเองมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสโกหกมากเท่านั้น-จริงหรือเปล่า?)

แล้วแต่ว่าใครอยากเป็นพระ หรือ มาร ก็ไปเลือกเอาเอง

นอกจากความขำที่เกิดจากเหตุการณ์สมมติข้างต้นแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่เรามักจะหัวเราะกับตัวเองบ่อยๆก็คือ คำถามประเภทถอดรหัสใจตามหน้านิตยสารต่างๆ รู้สึกว่ามันตลกมากพอๆกับที่หวังว่า คงมีคนไม่เยอะที่จะถือเอาแบบทดสอบพวกนั้นเป็นจริงเป็นจังอะไรนักหนา

เพราะว่าหลายๆที( จริงๆคือเกือบทุกครั้ง) ที่เราไมได้สังเกตที่มาของคำถามหรือตัวเลือกที่เอามาเสนอเลยว่า ได้รับการรับรองหรือวิจัยมาจากสถาบันไหน และเราทึกทักเอาเองว่า ในฐานะนิตยสารมืออาชีพ คงไม่นั่งเทียนแต่งคำถามเอง หรือแต่งตัวเลือกเอง แล้วก็พิมพ์ส่งเดชมาให้หน้าหนังสือมันเต็มหนาๆขึ้นไปหรอก( หาไม่แล้ว...ผู้บริโภคคงจะงงว่าอันไหนคือเนื้อหา และอันไหนคือโฆษณา เพราะว่านับหน้าไปมาก็เริ่มใกล้ๆกันแล้ว.......แตเราก็พูดไปงั้นแหละ คงไม่มีใครสับสนได้ขนาดนั้นหรอก จริงไหม?)

ทีนี้ ถ้าเราจะลองแต่งคำถามเล่นๆขิ้นมาสักอย่าง และสร้างตัวเลือกปลอมๆขึ้นมา บ้าง  เช่น การวัดว่าคุณเป็นคนแบบไหนด้วยคำถามต่างๆดังนี้

1. คุณชอบกรรมวิธีการปรุงไข่แบบไหน?

ก.) ไข่ต้ม    ข.)ไข่ดาว   ค.) ไข่เจียว

2. วันหยุดคุณชอบทำกิจกรรมอะไร ?

ก.)อยู่บ้าน นั่งเล่น นอนเล่น อ่านหนังสือ

ข.) เดินห้าง ดูหนัง ทานข้าวนอกบ้าน

ค.)เที่ยวต่างจังหวัด

3.ชอบเครื่องดื่มอะไร?

ก.)น้ำเปล่า

ข.) น้ำผลไม้

ค.) ชา กาแฟ น้ำอัดลม

เอาแค่นี้ก่อน

ทีนี้สิ่งที่อยากจะเสนอความเห็นต่อก็คือว่า เรารู้สึกว่า คำถามพวกนี้ต้องรีบตอบ อ่านปุ๊ป ตอบปั๊ป และด้วยอะไรก็ตามเราก็รู้สึกอีกว่า แม้ไม่ต้องไปรวมคะแนนเมื่อทำแบบทดสอบครบทุกข้อแล้ว คนที่ทำก็อาจจะเกิดปรีชาญาณอะไรบางอย่างได้.....ความสนุกมันน่าจะอยู่ตรงที่ว่า เมื่ออ่านบทสรุปความเป็นตัวคุณแล้ว คุณก็อาจจะเกาหัวแกรกๆ และอุทานในใจว่า

" เฮ่ย!!..นี่มันใช่กรูจริงๆเหรอวะ?"

เช่น ถ้าเราจะตีความตัวเลือกของแบบทดสอบตอแหลข้างต้นนั่นทีละข้อ แล้วสรุปรวมกันอีกที นั่นหมายความว่าหากว่าคุณต้องการเนื้อหาของข้อสรุปให้เป็นไปในทางเดียวกันแล้วคุณก็ต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนให้แต่ละตัวเลือกนั้นมีความสอดคล้องกัน เช่น

คนที่ ชอบ ดื้มน้ำเปล่า ก็ดูที่แนวโน้มที่จะมีความสอดคล้องกับการที่จะชอบอยู่บ้าน ได้มากพอๆกับการชอบปรุงไข่ด้วยการต้ม

ถามว่าทำไม? ก็ด้วยเหตุผลข้างล่างนี้

1. น้ำเปล่านั้นสื่อถึงความ เรียบง่ายมากพอๆกับการต้มไข่ที่ทำได้ง่ายที่สุด( ตามความเห็นของเรา) และแน่นอนว่า กิจกรรมยามว่างที่ง่ายที่สุดก็คือการอยู่บ้าน

เมื่อได้ข้อสรุปแบบตีขลุมแบบนี้มาแล้ว การตั้งคำถามใหม่ๆกับตัวเลือกอื่นๆก็ทำได้ไม่ยากเลย  ทีนี้ก็ได้แล้ว 2-3 หน้านิตยสาร.....กินที่ดีจะตาย

ปัญหาคือ ข้อสรุปข้างต้นนั้น คนส่วนใหญ่อาจจะคิดไปเองว่า ถ้าใครตอบคำถามแบบไข่ต้ม น้ำเปล่า และนอนอยู่บ้านแล้ว น่าจะเป็นคนแบบไหน? ความสนุกมันก็อยู่ตรงการตีความนี่แหละ 55+ กล่าวคือ

1. คุณเป็นคนสมถะเรียบง่าย เล็งเห็นถึงคุณค่าอันแท้จริงของสรรพสิ่ง เพราะการดื่มน้ำเปล่านั้นนอกจากจะไม่ต้องได้รับน้ำตาลส่วนเกินแล้วยังเป็นทรัพยากรพื้นฐานในการบริโภคนับตั้งแต่ยุคบรรพกาล ก่อนที่เราจะคิดสร้างเครื่องดื่มแบบอื่น ๆพอๆกับที่คุณรู้ทันว่าการต้มไข่/ไข่ต้มนั้น เป็นการปรุงที่ง่ายและได้ประโยชข์หลายอย่าง ทั้งที่สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าการปรุงอาหารแบบอื้น แถมยังจัดการกับการแยกไข่ขาว ไข่แดงออกจากกันได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมาะกับการคำนวณพลังงานและระงับการบริโภคไขมันอิ่มตัวในไข่แดงอีก ส่วนการพักผ่อนอยู่ที่บ้านนั้น ก็เป็นการประหยัดทั้งพลังงานและทรัพยากรเงินในกระเป๋า  นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันตัวเองจากการโดนแดดและมลภาวะอื่นๆโดยไม่จำเป็นอันเป็นสาเหตุให้ต้องไปพึ่งเครื่องสำอางอีกมากมายในการป้องกันผิวคุณ นับว่าคุณเป็นคนมีปัญญาล้ำเหนือใครๆ

หรือ

2. คุณเป็นคนขี้เกียจ ไม่รู้จักการพลิกแพลงขวนขวายหาสิ่งที่ดีกว่า จึงมีปัญญาดื่มได้แค่น้ำเปล่ากลั้วไข่ต้มเท่านั้น และการชอบอยู่แต่ในบ้านก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณมีปัญหาในการเข้าสังคม หรือ หาไม่แล้วคุณก็อาจจะมีฐานะยากจนเกินกว่าที่จะไปคว้เอาสิ่งต่างๆนอกเหนือจากนี้ได้ ( ทีนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะเอาเรื่องฐานะความยากจนไปผูกเข้ากับชุดความเชื่อต่างๆอย่างไร เช่น คนที่ไมได้รับการศึกษา/ทุพพลภาพ จึงมีรายได้ไม่ดี คนแบบไหนล่ะที่จะไม่ได้รับการศึกษา? เด็กนักเรียนชายแดน ลูกเกษตรกร/กรรมกร/แรงงานไร้ฝีมือ ฯลฯ )

ตัวเลือกอื่นๆก็เช่นกัน.....จะดื่มอะไร จะเที่ยวไหน ชอบไข่แบบไหน มันก็หาเหตุผลมาสนับสนุนได้ทั้งนั้นแหละ

แต่คงไม่ต้องบอกหรอกนะว่า บรรดานิตยสารทั้งหลายจะเลือกเอาข้อสรุปแบบไหนมาให้เราอ่าน และ/หรือ เลือกที่จะเชื่อ

เอาเข้าจริงเราเลือกที่จะไม่เชื่อเท่าไหร่ มากพอๆกับที่คนเลือกดื่มน้ำเปล่า อาจจะไมได้ดีกว่าคนเลือกดื่มเหล้า ชา กาแฟ เสียด้วยซ้ำ

การทำความรู้จักตัวเองคงอาศัยแค่คำถามติ้นๆไม่กี่ข้อแบบนี้ไม่ได้หรอก

แบบทดสอบพวกนี้เขาให้เด็กๆทำ เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไม่ต้องถือสาหาความอะไรมาก

เนอะ

* ขอสารภาพตามตรงว่า เหมือนหมดมุขยังไงก็ไม่รู้ เสนอเรื่องเดิมๆด้วยถ้อยคำใหม่ๆตามเคย

edit @ 19 Jun 2008 20:49:49 by cool fire

2008/Jun/09

หายไปนานมากๆ

วันนี้กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความประทับใจหลังจากไปบินมา 3 ไฟลท์ ล่าสุดที่มาอัพบล็อกอยู่นี่ เพิ่งกลับจากมุมไบมา ( แต่เดิมที่อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เมืองนี้ก็คือ บอมเบย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม อักษรย่อ 3 ตัวของเมืองนี้จึงยังใช้แบบเก่าอยู่เพราะว่าขึ้นทะเบียนกับองค์กรการบินนานาชาติหลายแห่งมานานโกฎิปีแล้ว )

เคยได้ยินมาประมาณหนึ่งว่า ผู้โดยสารแขกนั้น มีความต้องการสูง(  ไม่ต้องคิดลึก) เราหมายความว่า เค้ามักจะเอาโน่นเอานี่ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น...... ตอนแรกที่เราได้ยินมา ก็คิดในจใจว่า "มันจะอะไรขนาดนั้นวะ?"

แต่ตอนนี้.....เราประจักษ์แล้ว ว่า

จริงเสียยิ่งกว่าจริง

จริงอย่างไร จะเล่าให้ฟัง

1.ขณะที่ผู้โดยสารกำลังจะขึ้นเครื่อง จะมีผู้โดยสารมากกว่า 1 ท่าน เดินรี่เข้ามาในครัวพร้อมกับขอเครื่องดื่ม "ทันที" โดยมากมักจะเป็นน้ำเปล่า และนอกเหนือไปจากนั้นจะเป็นการขอซื้อสินค้าปลอดภาษีที่ย้ำว่าจะเอา"ทันที"อีกเช่นกัน เราต้องพยายามเข้าใจวาเขาอาจจะกระหายน้ำมากหรือว่าไม่ทราบจริงๆว่าการขายสินค้าปลอดภาษีบนเครื่องนั้น ไม่สานมารถขาย on ground ได้

2.ขณะที่กำลังจะออกรถอาหาร ก็ยืนขวางทางเดินซึ่งแคบอยู่แล้ว พอเราเรียนว่า ช่วยหลีกหน่อยเพราะว่าเรากำลังจะเสิรฟอาหาร พี่แกหันมาบอกว่า "I'm sorry ,I'm sorry " คือเหมือนว่าจะเข้าใจแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พี่แกก็ยังยืนขวางทางคุยกับเพื่อนต่อไป จนเราต้องย้ำอีกครั้ง

3.ครอบครัวชาวอินเดีย ซื้อเหล้าจากสนามบิน แล้วมาเปิดดื่มบนเครื่อง เตือนแล้วก็ไม่ฟัง ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าแอบดื่ม กระทั่งเริ่มผิดสังเกต เพราะว่าพี่แกใช้ให้ลูกสาวตัวเล็กๆมาขอน้ำแข็งบ่อยมากๆ

4.สั่งอาหารพิเศษมา แล้วเปลี่ยนใจไม่ทาน จะทานอาหารปกติ หรือไม่ก็ย้ายที่นั่งกันมั่วซั่วไปหมด

5. ตอนเสิรฟ์ ไม่กิน ตอนจะกินก็หยุดเสิรฟ์ไปแล้ว แต่อันนี้ไม่เท่าไหร่ ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปก็จะได้ทานแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า จะเอาไปเบิ้ลให้ผู้โดยสารท่านอื่นแล้ว

6.ตอนทานอาหาร มีผู้โดยสารหลายท่านมากที่ปรับพนักพิงจนแทบจะนอนแล้ว ทำให้ผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังทานไม่ได้ เราไม่เข้าใจว่า เค้าไม่คำนึงต่อผู้อื่นขนาดนั้นเลยจริงๆหรือ หรือว่าก็แค่ไม่ได้มีเจตนา ผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังก็มีกจะไม่บอกเองว่าให้ช่วยปรับเบาะขึ้นหน่อย( อาจจะวรรณะต่ำกว่า เลยไม่กล้าบอก) หน้าที่นั้นจึงเป็นของเรา( ไม่ได้หงุดหงิดอะไรนะ...แต่ ถ้าเราเป็นผู้โดยสารด้านหลัง เราจะบอกเอง และแน่นอนว่าเราจะไม่ปรับเบาะเอนมากขนาดนั้นแน่นอน)

7..เวลาจะเอาอะไร จะไม่บอกหนเดียว วิธีแก้คือ เราต้องถามให้ถึงที่สุด หาไม่แล้วเราจะเหนื่อยเอง เช่น

ผู้โดยสารขอน้ำ ต้องถามว่า เอาน้ำเย็นหรือร้อน ถ้าเย็น จะให้ใส่น้ำแข็งไหม? ใส่กี่ก้อน เอาเต็มแก้วหรือครึ่งแก้ว

นอกเหนือจากนี้ก็เป็นเรื่องจุกจิกมากมายไม่ว่าจะเป็นสำเนีบงภาษาอังกฤษที่ไม่คุ้นหู จนเราถึงกับโดนด่าว่า มาเป็นลูกเรือได้อย่างไร ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษหรือ?( แอบเคือง.....เพราะ เราว่าเราเข้าใจภาษาอังกฤษพอควรนะ แต่เป็นสำเนียงของคุณต่างหาก ขอโทษด้วยที่ไม่คุ้น) จะเอานั่นโน่นนี่ เราไม่หวงเลยที่จะให้ เพราะว่า มันก็ถูกผลิตมาเพื่อแจกแก่ผู้โดยสารอยุ่แล้ว แต่ที่ งงคือ คล้ายๆว่าทำไม เขาไม่รู้จักพอ เหตุผลเดียวที่พอจะนึกออกก็คือ เรื่องของวรรณะในอินเดีย ที่อาจจะทำให้เขามีความกดดันอะไรบางอย่างในใจ และแน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งก็คงจะเป็นคล้ายๆผู้โดยสารทั่วโลก นั่นคือ

ฉันจ่ายเงินไปแล้ว ฉันต้องเอาให้คุ้มที่สุด

ไม่รู้คนอื่นคิดยังไง แต่ เรา ขยาดหวาดกลัวกับแนวคิดนี้

บทเรียนจากการไปบินไฟลท์นี้ ยังคงเรียบง่ายและลึกซึ้งเหมือนเดิมว่า

คนเรานั้นไม่เคยรู้จักพอ

 

edit @ 9 Jun 2008 20:04:37 by cool fire