2010/Nov/06

               นับตั้งแต่ เราเลิกคิดว่าตัวเองเป็นเด็ก และเริ่มรับรู้ข้อมูลของความรัก แบบ คนรัก มันเป็นเวลาค่อนข้างนานที่เราดำรงสถานภาพเป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์รอบนอก เป็นผู้ชม ที่ไม่ได้มีโอกาสลงสนามเองสักเท่าไหร่นั้น....ในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยจินตนาการและความฟุ้งซ่าน มันมีบางครั้ง ที่เราจะนึกฝันไปเองว่า หากเรามีความรัก เราจะทำตัวยังไง? เราจะเสียความเป็นตัวของตัวเองมากไปกว่านี้สักเท่าไหร่? เราจะยินดีกับการได้มาซึ่งความรัก/คนรัก ที่ต้องจ่ายด้วยอิสรภาพบางส่วนของเราหรือไม่? และ ถ้าหากว่ารักนั้นไม่สมหวัง เราจะรับมือกับมันอย่างไร?
 แน่นอนว่า แต่ละคน มีคำตอบไม่เหมือนกัน และ ยิ่งไปกว่านั้น ถึงเวลาเมื่อเราเจอกับปัญหาจริงๆแล้ว ไอ้แผนการต่างๆที่วาดไว้ มันก็อาจจะเพี้ยน กลับหัวกลับหางไปหมด อย่างที่เราแทบจะควบคุมอะไรไมได้เลย และนั่น มันก็อาจส่งผลกับเรามากกว่าที่คิดได้หลายเท่านัก....
 เราใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะลงมือเขียนเอ็นทรี่นี้ ด้วยไม่แน่ใจว่า  การเขียนเรื่องราวของเรา มันจะช่วยให้เราดีขึ้น อาจะเป็นอุธาหรณ์ให้กับคนอื่นๆบ้าง หรือมันจะเป็นเพียงการฟูมฟาย และตอกย้ำความเจ็บปวดที่ยังไม่หายดีของเรา
คุณๆคงพอเดาได้แล้วใช่ไหม? ว่า เราเพิ่งจะอกหักมา...และเป็นที่มาของเนื้อหาต่อจากนี้ไง
 
หลง
เมื่อแรกเริ่มนั้น เราคิดว่า การ"หลง"ใครสักคนหนึ่ง  มันอาจจะเป็นการเดินเกิมที่ไม่รอบคอบ ไม่รัดกุม ไม่ระมัดระวัง แต่ เรากลับคิดว่า ในการเริ่มรัก ก่อนที่จะรัก เราคงต้องหลงก่อนสักพัก หาไม่แล้ว จะมีแรงดึงดูดอะไร ให้เรากล้าพอที่จะไปทำความรู้จักกับอีกคน.....คนบางคนอาจมองว่า ความหลง เป็นเพียงสัญชาติญาณที่ยังไมได้ผ่านการขัดเกลา มันก็อาจจะใช่ แต่ถ้าหากว่า ความรัก เป็นเรื่องของอารมณ์ มากกว่าเหตุผลอย่างที่ใครหลายๆคนเชื่อแล้ว เราจะดูถูกความหลงได้อย่างไร หากมัน( อาจ)จะนำพาเราไปสู่ความรัก
 
รัก
แล้วอะไรคือความรัก? แน่นอนว่า นิยามของมันกินความกว้างโคตรๆ กว้างจนขี้เกียจอธิบายแล้ว เพราะเราว่า ในโลกของงานวรรณกรรม หรือ วัฒนธรรม เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักให้เสพมากมายหลายรูปแบบ และเราคงอ่อนหัดเกินกว่าจะเข้าใจมันจริงๆ เราอาจจะพุดได้หวานซึ้งด้วยถ้อยความอันจับใจ แต่ เราว่าถึงตอนนี้ เราพุดได้ไม่เต็มปากว่าเราเข้าใจมัน เพราะ หากว่าเราเข้าใจมันจริงๆ เราควรจะมีความสุข ที่เห็นคนที่เรารักมีความสุข.....แต่เราทำไมได้
และความรัก ก็คงเป็นมากกว่า แค่พุดว่า"รัก"แหงๆ
 
อกหัก
    การอกหัก สำหรับใครบางคน อาจเป็นเรื่องที่รับมือได้ง่ายหรือยาก เราไม่รู้ แต่เท่าที่เราสังเกตุเอง มันน่าจะอยู่ที่สาเหตุของการพรากจากคนรักมากกว่า
  การเลิกกันกับความรักครั้งแรกของเรา ไม่ได้ส่งผลให้เราเจ็บขนาดนี้ เพราะเราเลิกกันด้วยดี เป็นเรื่องของ คน 2 คน ที่อาจจะใจร้อนเกินไปแล้วมาตระหนักได้ทีหลังว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นของกันและกัน......และ...ไม่มีมือที่ 3
  แต่การอกหักครั้งนี้ มันแย่กว่ามาก...เพราะการมีมือที่ 3 เข้ามา มันอดไมได้ที่จะรู้สึกว่าเราถูกเปรียบเทียบ และ เราเป็นตัวเลือกที่แย่กว่า
 คนที่จากเราไป ด้วยการแสดงออกถึงจรรยาบรรณของความเป็นคนดี แน่นอนว่า เขาก็บอกว่า ไม่ใช่ว่าเราด้อยกว่าแต่อย่างใด เราไมได้ทำผิดอะไร เป็นเขาที่ผิดเอง บลาๆๆๆ
สู้เขาบอกมาว่า เขาอยู่กับเราแล้วเครียด เรากดดันเขา เราไม่มีเวลาให้เขา สำหรับเราแล้ว มันยังรู้สึกดีกว่า ว่าเราเองก็มีส่วนแย่ ทำให้เขาจากไป เพราะเราไม่อยากโทษใครก่อน ก่อนที่จะสำรวจข้อผิดพลาดของตัวเอง
ไม่งั้นมันก็เป็นคำถามค้างคาใจแบบนี้แหละว่า ในเมื่อเรา ไม่แย่  เราไม่ผิด แล้วทำไมเขาไม่เลือกเรา ทำไมเขาต้องไปไขว่คว้าหารักจากคนอื่นอีก?
และคนที่ทิ้งเราไปมีรักใหม่ เขาก็ไมได้รู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่นักหรอก การที่เขาพร่ำพูดว่าเขาสำนึกผิด มันก็เป็นเพียงการแสดงออกถึงความเป็นคนดี ที่ว่า " ฉันก็ไมได้ใจไม้ใส้ระกำอะไรขนาดนั้นนะ" และ เป็นการไถ่โทษให้ความรู้สึกและแก้ต่างให้การกระทำของตัวเอง มันก็แค่นั้น
 
พัก( ฟื้น)ใจ
เมื่อแรกเริ่มของความผิดหวัง เราอาจจะเศร้า สับสน โมโห คับแค้น....แน่นอน  ใช่เลย เป็นแบบนั้นทั้งหมดเลย
แต่....
ถึงที่สุดแล้ว การให้อภัย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แม้มันจะยากสักเพียงไหนก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป มันก็เป็นแค่แผลเป็นในความทรงจำ มันไม่หายไปไหน ยังอยู่ที่นั่น แต่กดแล้ว ไม่เจ็บเท่าเดิม....
แล้วเราก็น่าจะได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น เติบโตมากขึ้น รอบคอบระมัดระวังมากขึ้น.. และ เราจะไม่ยอมให้สิ่งที่เกิดขึ้นมาทำให้ชีวิตด้านอื่นของเราต้องล่มสลายตามไปด้วยแน่ๆ
แต่เราก็หวังว่าเราจะไม่ต้องเจ็บซ้ำอีก แค่หนเดียวก็เกินพอแล้ว
 
*ป.ล. วันนี้เขียนได้ห่วยมาก เรียบเรียงอะไรไม่รู้เรื่องเลย

edit @ 7 Nov 2010 00:42:02 by cool fire

2010/Jun/01

เราว่าเราห่างหายจากการเขียนบล็อกนานเกินไปแล้ว.....นานเสียจนลืมไปว่า การได้ระบายความรู้สึก การได้แบ่งปันความเห็น และ การรอคอยของคนที่จะแวะเวียนมาเยี่ยมพื้นที่เล็กๆของเรานั้น มันเป็นเรื่องน่าอภิรมย์ขนาดไหน....

นี่คงเป็นอาการของคนหลงตัวเองที่ขี้เหงาและ อ่อนแอ แต่ ปากแข็ง แหงๆเลย.....

เคยบ่นมาหลายครั้งแล้วว่าอยากจะเขียนเรื่องสนุกๆ เบาๆ ในแบบที่น่าจะเนรมิตให้บล็อกได้รับความนิยมมากกว่านี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่จนแล้วจนรอด ดูทว่าความฝันก็ยังเป็นความฝันต่อไป( และมีส่วนผสมของความขี้เกียจเป็นเจ้าเรือนแหงๆ)

คราวนี้ก็เช่นกัน

เรื่องที่อยากเขียนคราวนี้เป็นมุมมองทางการเมืองของเรา( ใครเบื่อการเมืองจนอยากอ้วกแล้ว.....ไม่ต้องอ่านก็ได้ แต่ถ้าคิดว่าภูมิคุ้มกันดีพอ ก็ ขอเชิญ จักเป็นพระคุณ)

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่เราได้รับฟังข่าวการชุมนุม ของ กลุ่ม นปช. และการต่อรองของรัฐบาล มันทำให้เรารู้สึกถึงจุดบอดอย่างหนึ่งของความเป็น"คน"( ไม่แน่ใจว่า จะเป็นลักษณะของคนไทยส่วนใหญ่หรือเปล่า)

นั่นคือ การหลงใหลในอารมณ์จนหน้ามืดตามัว - การยึดติดอยู่กับอดีต หรือ อนาคต มากกว่าที่จะอยู่กับปัจจุบัน....

เพราะ...ภายใต้คำว่า " เพื่อประชาธิปไตย"( ขอใส่เครื่องหมายคำถามเยอะๆ????) มันทำให้คนกลุ่มหนึ่งทำอะไรก็ได้ จะนอนกลางดิน กินกลางทราย จะเผาทำลายบ้านเมือง จะอ้างชนชั้น อ้าง 2 มาตรฐาน จะอ้างความไม่เป็นธรรมหรือความยากจน ฯลฯ หรืออะไรก็แล้วแต่....

ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้น ถามตัวเองว่า " เรากำลังทำอะไรผิดอยู่หรือเปล่า ?"( แถมยังภูมิใจในอุดมการณ์อันสูงล้ำแรงกล้า)

เอาล่ะ...อย่างที่ว่าไว้ว่าเป็นกลางมันยาก เราจึงไม่อ้อมค้อมว่าเราไม่เป็นกลางหรอก

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะเห็น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นตัวร้าย หรือตัวดี สุดขั้ว ที่มีมิติทางศีลธรรมแบนราบแบบละครน้ำเน่าหลังข่าวที่คนไทยส่วนใหญ่ชอบเสพกันหรอกนะ......( ไม่รู้ที่คิดไปเองนี่มันใกล้เคียงกับความเป็นจริงขนาดไหน)

เราไม่ได้บอกว่ารัฐบาลนี้ชอบธรรมสุดๆ หรือไม่บิดเบือนข่าวสารอะไรเลย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้โปรดอย่าลืมว่า เหล่าแกนนำ นปช.หรือสื่ออย่าง People Chanel ก็ ไมได้นำเสนอความจริงที่เชื่อถือได้ทั้งหมดเช่นกัน......

และในขณะที่พวกเราหลายๆคน กำลัง ป่าวร้องถึงความเป็นกลาง ความใจกว้างที่จะเปิดรับข้อมูลของทั้ง 2 ฝ่าย ( หรือทุกฝ่ายที่มับทบาท) แต่ถามจริงๆว่า..มีสักกี่คนที่พยายาม หรือ พยายามแล้วทำได้สักกี่คน

เพราะคนที่มีจิตใจ"เป็นกลาง" ก้มักจะชี้ให้เห็นข้อดี/ข้อด้อย ของข้อมูลแก่ใครก็ตามที่เขามีโอกาสแบ่งปันความเห็นด้วย

ทว่าน่าเศร้า...ที่......หากว่าความเห็นของเขานั้นไม่เป็นที่ยอมรับของคนฟัง เขาก็จะถูกแปะป้ายทันที

และ ความพยายามที่จะเป็นกลางก็คงถดถอยลงไป ความท้อแท้ สิ้นหวัง ก็เพิ่มขึ้น...จนท้ายที่สุด ก็ต้องเลือกที่จะเข้าข้างใดข้างหนึ่งที่สอดรับกับจริตพื้นฐานของตัวเอง

เพราะว่าการเลือกยืนในฝั่งที่ทำให้เราสบายใจ ที่ทำให้เราเชื่อว่าสิ่งที่ทำนี่มันถูกต้อง มันง่ายกว่าการทำความเข้าใจความเห็นที่แตกต่างเป็นไหนๆ

โคตรน่าเบื่อเลย กับ ความใจแคบ...

เราเองที่บ่นๆอยู่นี่ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เลือกข้างนะ เลือกไปแล้ว เพราะความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับ กลุ่ม นปช.เท่าที่เคยพยายามมาดูจะไม่เป็นผล

ตรงนี้ที่หงุดหงิดคือ การที่เราถามอะไรออกไปก็แล้วแต่ มักไมได้รับคำตอบ หรือมากกว่านั้นคือโดนด่าด้วยซ้ำ( ในเฟซบุกที่เราไปตั้งคำถามในหน้าของ นปช.ผลคือ โดนลบทิ้งแทบจะทันที...และขอยืนยันว่า ไมได้ถามด้วยถ้อยคำหยาบคาย หรือมีนัยยะหาเรื่องแต่ประการใด เป็นเพียงคำถามที่ต้องการคำอธิบายเพื่อประกอบการเลือกที่จะเชื่อเท่านั้น)

เพียงเท่านี้ เรา ก็รู้สึกว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่ม นปช.นั้น เราต่างคิดคล้ายๆกันนะที่จริงแล้วน่ะ....

" จะทำยังไงกับพวกควายสลิ่มนี่ดี" นี่ เป็นสิ่งที่ นปช. ถาม

"จะทำยังกับพวกควายแดงนี่ดี" นี่คือสิ่งที่ พธม./ กลุ่มหลากสีถาม

"มึงทำอะไรก็ถูก กูทำอะไรก็ผิด" ภายใต้เหตุผลของการปกป้องสถาบัน และการกู้ชาติ นี่คือสิ่งที่ นปช.ประชด

แต่ในขณะเดียวกัน เรา -คนที่ไม่เห็นด้วยกับ นปช.- ก็รู้สึกว่า ภายใต้เหตุผลของการเรียกร้องประชาธิปไตย" มึง( นปช.) ทำอะไรก็ถูก กู( คนที่ไม่เห็นด้วยกับ นปช.) ทำอะไรก็ผิด"

เราคิดคล้ายกันจริงๆ...........

บนมิติของเหรียญ ที่ มี 2 ด้าน + 1 ความหนา

ด้านที่คนเรามักจะให้นิยาม ขาว-ดำ ดี-ชั่ว ถูก-ผิด

การเลือกที่จะยืนบนระนาบที่กว้างขวาง มั่นคง ปลอดภัย ด้านใดด้านหนึ่งของเหรียญ มันง่ายกว่ายืนบนขอขของเหรียญที่อยู่ระหว่างกลางตั้งเยอะนี่นา.....จริงไหม?

2010/Jan/19

วันนี้เราหงุดหงิดน้อยกว่าปกติหน่อยนึง บวกกับว่ามีเวลาให้ใช้อีกหน่อยนึง จึงมาพล่ามเรื่องบ้าๆตามเคย

เรารู้ดีว่านี่มันเลยปีใหม่มานานแล้ว อีกไม่นานก็จะสิ้นเดือน การเขียนบล็อกที่เกี่ยวกับปีใหม่จึงเป็นการกระทำที่ดูล้าหลังไกลลิบโลก ไม่รู้ไปอยู่ซอกหลืบไหนมา แต่อารมณ์เรามันยังคุกรุ่นอยู่นี่ และช่วยไม่ได้ ที่มันจะมาปะทุเอาตอนนี้

เหมือนคนปวดขี้น่ะ จะให้อั้นยังไงหว?

ในช่วงหลายปีมานี้ ทุกครั้งที่เข้าใกล้ปีใหม่ เรามักจะ หงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นภาพข่าวการ count down โน่นนั่นนี่ ทั่วโลก  ที่หงุดหงิดเพราะงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจ ว่า

เราจะฉลองปีใหม่ไปทำไม?

แต่ถามแบบนั้นมันดูตีขลุมไปมาก เพราะอย่างไรเสีย การเฉลิมฉลองก็เป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงความหวัง ความหรรษา และความเบิกบานของมนุษย์นี่นา เราน่าจะตั้งคำถามใหม่ว่า

ทำไมเวลาฉลองต้องจุดพลุ?

ทำไมต้องติดไฟประดับ?

ทำไมต้องตกแต่งสถานที่ด้วยธงริ้ว (หรือใครจะเรียกธงทิวก็ตามแต่)?

ฯลฯ

เราตั้งคำถามโง่ๆง่อยๆเหล่านี้ เพราะเรารู้สึกว่า

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้( เช่นกัน) เราต่างออกมาป่าวร้องให้ผู้คนออกมารณรงค์เรื่องโลกร้อน ลดการใช้พลังงาน ลดปริมาณขยะกันอยู่ปาวๆไม่ใช่เหรอ? แล้วไอ้ที่ออกไปรวมตัวกันแออัดยัดเยียด ปาร์ตี้ กินและดื่มกันอย่างมากมายนั่นมันจะช่วยอะไรได้วะ? นึกไม่ออกเลยว่ามันจะประหยัดพลังงานโดยการจุดพลุ ติดไฟ/ติดธงประดับ ได้ยังไง?

ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากเรื่องประหยัดพลังงานแล้ว เอย่าลืมว่ารายังออกมาบ่นกันทุกปีว่าช่วงเวลาปีใหม่ มักจะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าช่วงอื่นๆ( หรือเปล่าวะ?-เพราะถ้าเป็นประเทศไทย ก็ยังมีช่วงสงกรานต์ให้ลุ้นยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่างๆอีก)

เอาแค่ข้อสังเกต 2 ข้อข้างบนนั่น แล้วเรายังจะสนับสนุนการฉลองปีใหม่แบบนี้ อยู่ทำไม?( ใครที่กำลังจะเถียง...เราขอบอกว่า เราไมได้หน้ามืดหูหนวกตาบอดที่จะไม่รับรู้ว่า มันมีการฉลองอีกตั้งหลายอย่างที่สร้างสรรค์ น่ายกย่อง เอาเป็นว่าใครทำดีแล้วก็ขออนุโมทนาละกัน อย่าจองเวรจองกรรมอะไรกะเราเลยนะ!!)

ทำไมเราไม่หันมาฉลองปีใหม่แบบที่ พร้อมใจกันไม่ออกจากบ้าน ปิดไฟให้โลกเป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนและหลังเที่ยงคืนของคืนวันสิ้นปี เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน?

ทำไมเราไม่แค่ อยู่บ้านเฉยๆ จะได้ไม่ต้องออกไปกิน ดื่ม อะไรให้สิ้นเปลือง ไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกลวนลามหรืออุบัติเหตุบนท้องถนน ?

เราอาจจะไม่มีภาพข่าวการฉลองปีใหม่ในที่ต่างๆของโลกที่ทำกันมาชัวนาตาปี แล้ว ถามต่อไปว่า ถึงที่สุดแล้ว เราเดือดร้อนอะไรจากกการที่ไม่มีข่าวเหล่านั้น?

และอย่าลืมอีกว่า ในขณะที่คนส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นคนส่วนใหญ่ของโลกกำลังเฉลิมฉลองอยู่นั้น ยังมีอีกกี่ชีวิตที่แชร์โลกใบเดียวกัน ไม่ได้ปลาบปลื้มหรือได้ประโยชน์อะไรจากการฉลองนั่นเลย( ที่แน่ๆคงไม่ใช่ บริษัทจัดอีเวนท์ เจ้าของน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์แหงๆ)

สรุปแล้ว เห็นพวกมนุษย์ฉลองกันแบบนี้ เลยไม่รู้ว่าฉลองปีใหม่ หรือ ฉลองอะไร?

หรือว่าคนเรามันสิ้นหวังขนาดว่า ฉลองเพราะอาจเป็นการฉลองปีใหม่ปีสุดท้ายของโลกนี้ เพราะไม่กี่วันถัดมาก็มีเรื่อง หายนะภัยต่างๆมากมายตั้งแต่ต้นปี  ถึงตอนนนี้ ไปจุดพลุที่เฮติ จะช่วยอะไรได้ไหมวะ?( ขอโทษที่ถามอะไรโง่ๆอีกแล้ว)

นี่ยังไม่พูดถึงว่า หรือว่าคนเรา จะขี้เบื่อพอๆกับที่ขี้เหม็น ถึงต้องหาอะไรก็ตามที่จะช่วยทำให้ตัวเองอารมณ์ดี ตื่นเต้น รู้สึกว่าชีวิตมันไม่จำเจเกินไป จนหลงลืมไปว่าจริงๆแล้วความจำเป็นของชีวิตนี่มันคืออะไรกันแน่?

ทำไมยังมีคนส่วนหนึ่งชอบที่จะดูละครฉากเดิมๆที่นางร้ายกรี๊ดๆๆๆ ตบๆๆๆ พระเอกปล้ำนางเอก หรือภาพวินาศภัยที่ปรากฏอยู่ดกดื่นในภาพยนตร์ต่างๆนานา?

เราเดาว่า เป็นเพราะ เรา เป็นคนดูไง....เป็นคนดูที่ไม่ต้องมีส่วนร่วมจริงๆ เพียงแค่มีอารมณ์ร่วมไปด้วยแค่นั้นเอง เหมือนว่าเราเป็นพระเจ้าที่รู้ เห็น เหตุการณ์ทุกอย่าง( เสียอย่างเดียวที่เสกตอนจบตามใจตัวเองไม่ด้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ผู้จัดละครฉลาดๆเค้าก็ทำตอนจบให้คนดูรอดูเพื่อกระชากเรทติ้งอยู่แล้วนี่)

เขียนมาทั้งหมดนี่ ไม่ใช่ว่าเราไม่ชอบการฉลอง แต่ เราไม่ชอบการฉลองแบบนี้

มันดูไร้สาระและน่าสังเวชขึ้นทุกวันๆ

เหมือนที่เราต้องมานั่งนับ 7 วันอันตรายบ้าบอ( ฟังเผินๆแล้วนึกว่าก่อน7 หลัง 7 แค่อันหนึ่งเป็นนับเผื่อมีคนเกิด อีกอันเป็นนับเผื่อมีคนตาย)อะไรนี่ อดคิดไม่ได้ว่าอยู่บ้านจะปลอดภัยกว่ามั้ยวะ? แต่ก็ไม่แน่ บางคนบ้านอาจจะอยู่เฮติ

อยู่บ้านจะประหยัดกว่ามั้ยวะ? ประหยัดทั้งพลังงานตัวเอง ประหยัดทั้งค่าเหล้า ค่าเบียร์( แต่อาจจะซื้อมาดื่มเองที่บ้านก็ได้นี่) ค่ารถ ฯลฯ

บ่นๆไปงั้นแหละ อ่านแล้วก็ลืมมันไปซะเหอะ

แต่ขออย่างว่า ถ้าใครอยากเถียงเรา ขอให้เถียงพร้อมแสดงเหตุผลมาได้เลย อยากฟัง เผื่อเราจะใจกว้างกว่านี้

แค่นี้แหละ ขอบคุณ

edit @ 19 Jan 2010 17:01:52 by cool fire