2009/Nov/12

- ไม่ได้อัพบล็อกตอนวันเกิด เพราะคิดว่า อยากจะเขียนถึงเรื่องราวในรอบปี พอคิดได้ดังนั้น เลยไปเขียนตอนสิ้นปีน่าจะดูเข้าท่ากว่า

 - ทำไมคนไทย ไม่มีวัฒนธรรมการเข้าแถวที่เป็นระเบียบแบบจริงๆจังๆ ยืนเข้าแถวรถไฟฟ้า พอประตูเปิดก็ยังกรูเข้าไปยังกะหนีตายอยู่ดี ยืนบนบันไดเลื่อนก็ไม่รู้จักชิดซ้ายหรือขวา ให้คนที่ต้องการผ่านอย่างเร่งด่วน ไม่ได้บ้าวัฒนะรรมญี่ปุ่น แต่นี่ก็เป็นสิ่งดีๆ เล็กๆน้อยๆ ที่เราน่าจะมีน้ำใจแก่กันและกันได้ ไม่ใช่หรือ?

-ทำไม คนพิมพ์คำว่า"คะ"เป็น"ค่ะ" อยู่เรื่อยๆ อย่าลืมว่า ค.ควายเป็นอักษรต่ำ ซึ่งที่จริงแล้ว ถ้าผันเสียงกับวรรณยุกต์ ไม้เอก เนี่ย มันต้องออกเสียง เป็นเสียง ไม้โท แบบที่ ผันได้ใน อักษรกลาง กับ อักษรสูง เช่น "ค่าง" ออกเสียงเหมือน"ข้าง" มันต้องเป็นแบบนั้น ถึงจะถูกต้อง

แล้วจริงๆแล้ว คำว่า"ค่ะ" ก็เป็นคำที่ไม่น่าจะถูกต้องนัก ถ้าจะนำมาเขียนกันตามหลักภาษา เพราะการผสมสระเสียงสั้น + อักษรต่ำ+ วรรณยุกต์ ไม้เอก มันดูแปลกๆตามความคุ้นเคยของเราน่ะ( ใครมีความรู้ถูกต้อง วานชี้แจงแถลงไขด่วน)

คำว่า"ค่ะ"ที่เราพูดกันเป็นประจำ จริงๆแล้วถ้าจะสะกดให้ถูกมันน่าจะเขียนว่า "ขะ" มากกว่าด้วยซ้ำ และคำว่า "ค่ะ" ก็น่าจะออกเสียงเหมือนคำว่า "ค่า" เพียงแต่ออกเสียงสั้นลงมากกว่า( มั้ง)

สรุปคือ คนที่เขียนผิด เขียนคำว่า"คะ" เป็น"ค่ะ"เนี่ย สงสัยจะไม่เคยดูโฆษณาการบินไทยล่ะสิ "คุณคะ" ชัดออกอย่างนี้ ยังเขียนกันผิดอีก...น่าเบื่อจริงๆ แต่ก็นั่นแหละ เราไม่ใช่หน่วยเฝ้าระวังภาษาไทยนี่หว่า นักภาษาศาสตร์ก็ไม่ใช่ นักประวัติศาสตร์ ก็ไม่ใช่ นักนิรุกติศาสตร์ ก็ไม่ใช่ นักมานุษยวิทยาก็ไม่ใช่ ฯลฯ

- เรา "รังเกียจ" นิสัยกินทิ้งกินขว้าง!!!

- สินค้าแบรนด์เนมราคาแพง มักอ้างที่มาของความแพงอย่างบ้าคลั่งภายใต้คำว่า"ศิลปะ" แต่เราว่าอันที่จริงแล้ว ราคาที่แพงนั้น ก็แพงอย่างตั้งใจจากผู้ผลิต ที่ เรามองไม่ค่อยเห็นค่าอะไรมากไปกว่าการตอกย้ำความห่างทางสถานะของชนชั้นที่" เลือกได้มากมายมหาศาล" กับ "แทบจะเลือกอะไรไม่ได้เลย"มากกว่า

- เราชอบงานเขียนภาพของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต , อ.สุรเดช แก้วท่าไม้ และ คุณพันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก มาก

 - คุณพันธุ์ศักดิ์ จักกะพาก เป็นศิษย์เก่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาด้วย ทำให้นึกถึง คุณ อาวุธ อังคาวุธ มือสีโปสเตอร์ชั้นเทพของประเทศไทยอีกคนที่เป็นศิษย์เก่าเหมือนกัน

- เราชอบนักเขียนที่ชื่อ มุกหอม วงษ์เทศ และ คำ ผกา ทั้ง 2 คนเคยชมงานเขียนของกันและกัน แต่ทั้ง 2 ไม่ได้ชมกันตัวต่อตัว

- เพิ่งจะรู้ว่า NPH หรือ Neil Patrick Harris นักแสดงนำจากซีรี่ส์เรื่องดัง "How I Met Your Mother" เป็นเกย์อย่างที่แอบคิดไว้ไม่ผิด....ดูเก่งและดีเกินกว่าที่จะเป็นผู้ชาย 555+ ล้อเล่นนะ

- เที่ยวบ่นชาวบ้าน ไมได้หมายความว่า เรากำลังให้คนอื่นมองว่าเราดี เพราะถ้าเรื่องไหนเราง่อย เราก็พร้อมยอมรับโว้ย!!!!

 

edit @ 14 Nov 2009 16:37:13 by cool fire

2009/Sep/12

ไม่ได้อัพบล็อกมานานม้าก....

ซัดเลย...ลุย!!

คนโรคจิตในที่นี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นข้าพเจ้าเอง 555+

นับตั้งแต่เริ่มสนอกสนใจ นับเอาการอ่านเป็นกิจกรรมยามว่างที่โปรดปรานมาได้เป็นเวลานาน ก็เลยได้ตั้งข้อสังเกตอะไรหลายๆอย่าง ในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงพ็อกเก็ตบุ๊ค ทั้งหลายแหล่ เพราะหนังสือพวกนั้นส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงให้ผู้บริโภคได้เลือกเสพตามจริตอยู่แล้ว...

แต่วันนี้จะขอนินทานิตยสารบางประเภทดีกว่า...หุหุหุ  เพราะนิตยสารหลายๆประเภทก็ไม่อยู่ในข่ายที่เราจะมีภูมิรู้มากพอที่จะด้านหน้าไปวิจารณ์ได้ เช่น

ล่าสัตว์ ( ไม่ได้เกลียดสัตว์ขนาดนั้น)                

ธุรกิจการค้า SME ( ไม่จำเป็น รวยอยู่แล้ววว...ชิ)

เลี้ยงสัตว์ ( ไม่ได้รักสัตว์ขนาดนั้น)                   

คอมพิวเตอร์ ไอที( ใช้โทรจิตดีกว่า...)

พระเครื่อง( ร้อน..เข้าใกล้มากไม่ได้ )                 

แม่และเด็ก( ไม่มีอะ)

หนังสือโป๊ ( ไม่ต้องอ่าน ดูอย่างเดียวพอ)           

แต่งบ้าน,แต่งรถ, แต่งงาน(ไม่ค่อยมีให้แต่งอะ....)

ซุบซิบดารา( ไม่อ่าน เดี๋ยวเจอข่าวตัวเอง....เอ๊ะ เพ้อเจ้ออะไรอยู่นี่)

สรุปแล้ว เหลือ นิตยสารอยู่แค่ไม่กี่อย่างที่อ่าน.....จะพล่ามทำไมไม่รู้เพราะที่จริงแล้วที่อ่านบ่อยๆก็หนีไม่พ้นพวกนิตยสารที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ ดาดๆนั่นแหละที่อ่านเยอะที่สุด รองลงมาก็ได้แก่ นิตยสารเกี่ยวกับสุขภาพ ภาพยนตร์ และ สังคม-การเมือง ศิลปวัฒนธรรม

แต่วันนี้จะมานินทาเจ้าพวกนิตยสารไลฟ์สไตล์พวกนี้แหละ ที่เราอ่านอยู่บ่อยๆ ก็จะมี GM, IMAGE , แพรว, สุดสัปดน เอ้ยย...สุดสัปดาห์ ส่วน  VOLUME, LIPS,พลอยแกมเพชร, ดิฉัน, เปรียว นานน้านทีถึงจะหยิบมายล..

ด้านบนนี่เป็นไลฟ์สไตล์แบบหนึ่ง อีกแบบน่าจะเป็นพวก a day, hamburger, ... อื่นๆอีกมากมาย

ในนิตยสารพวกนี้ ก็จะนำเสนอเนื้อหาหลายๆอย่าง ปนๆกัน อ่านสนุกบ้าง ไม่สนุกบ้าง ชวนสงสัยบ้าง( ว่าคิดไม่ออกแล้วหรือไงว่าจะนำเสนออะไรดี)

นิตยสารพวกนี้ ราคาไม่ถูก สำหรับคนหาเช้ากินค่ำ ถ้าไม่ไปนั่งอ่านฟรีตามร้านตัดผม หรือตามร้านที่ให้เช่า ของพวกนี้ก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรนักในชีวิตประจำวัน...

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลองพิจารณาดีๆ จะพบว่า เกือบครึ่ง( หรือเกินครึ่งก็ไม่แน่ใจ ไม่เคยนับจริงๆจังๆสักที) ของจำนวนหน้าในนิตยสารเหล่านั้นมักจะเป็นโฆษณา ไม่ว่าจะโฆษณาแบบโต้งๆ หรือเนียนๆ( แต่ไม่เนียน) ก็ตาม

ลองตัดโฆษณา ออกไป ก็จะเหลือ ส่วนที่เป็นข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจในแวดวงต่างๆ ( ที่เอาเข้าจริง..ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้)อีกส่วนหนึ่ง แฟชั่นรูปถ่าย รีวิวสินค้า เทรนด์ต่างๆอีกมากมาย( ที่ทำให้ฉุกคิดได้ว่าก่อนจะมีสไตล์ ต้องมีสตางค์ก่อนนะจ๊ะ...)

ทีนี้เราเหลืออะไร....เหลือบทความที่เราอยากอ่านจริงๆ อยู่แค่หยิบมือเดียว ......และนี่เอง ที่บางครั้งจะสร้างความผิดหวังให้เราบ้าง ถ้าบทความเหล่านั้น ยังจะถูกเบียดแทรกจำนวนหน้าด้วยเนื้อหาอื่นๆ ที่( เราว่า) ไม่จำเป็นเลย เป็นที่น่ารำคาญแก่คนโรคจิตแบบเรามาก อ่านแล้ววจะหงุดหงิดก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นขำแกมสมเพช555+.....ในวันนี้จะขอยกตัวอย่างเป็นเหยื่อขี้ปากเรา คือ ( ตัวอักษรสีแดงจะเป็นการแทรกความเห็นของเราเองเน่อ ส่วน สีน้ำเงิน จะเป็นเนื้อหาที่ปรากฏในนิตยสาร)

นิตยสาร  IMAGE  Vol 22 No. 9  ฉบับเดือน กันยายน 2552

หน้า 66 ( นับจากด้านที่เป็นหน้าปก มาริสา อานิต้า กับ Samuel Burns )

คอลัมน์ On  The Track - 5 สิ่งที่จะทำให้รู้จักและรัก' น้ำชา'( บางคนอาจเริ่มสงสัยแล้วว่า..น้ำชาคือใคร?)

ไม่ว่าคุณจะหลงรักเธอที่'ตับ ไต ไส้ พุง'( สมองอยู่ไหนอะ?)หรือ'รักกางเกงที่นุ่งว่าดูสวยดี' ( ดูแค่กางเกงเนี่ยนะ?) แต่เมื่อคุณได้รู้จักตัวตนของน้ำชา( ชีรณัฐ ยูสานนท์) ผ่านเรื่องราวทั้ง5( เรื่องน้อยเนอะ) แล้วจะรู้ว่า สาวราศีพิจิกวัย 21 ปีคนนี้ทั้งไม่ธรรมดา( ยังไง?) และน่าค้นหาอีกด้วย(เหรอ?)

1."ชาเล่นละครเรื่องแรกตอนอายุ 12 ก่อนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย(รวยนะคะ) พอกลับมาก็เล่นละครเรื่อง' รักแท้แซ่บหลาย'( ไม่รู้จักอะ)กับ'แสงดาวในหัวใจ'(ไม่เคยได้ยิน)ด้วยความที่เราอยากเป็นนักร้อง ชาก็ส่งเดโมเพลง' I turn to you'ของคริสติน่า อากีเรล่า ไปที่แกรมมี่ รอนานมาก ประมาณ 3-4ปี กว่าจะมีซิงเกิลแรกที่เป็นของตัวเอง"

"ตอนนี้ชามีซิงเกิลที่ 3 แล้วค่ะ เพลง 'ที่ฉันเคยยืน'(นี่ก็ไม่เคยได้ยิน และไม่รู้จักเหมือนกัน) เนื้อหาเกี่ยวกับคู่รักที่ต้องจากกันด้วยเหตุผลบางอย่าง เราก็เสียใจและเสียดายที่เขาจากไป แต่ทำอะไรไม่ได้(เหรอ?) นอกจากแค่มอง (อ้าว ทำได้นี่...)เพราะเขามีคนอื่นไปแล้ว" ( เนื้อหาใหม่โคตรๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!!!)

2."สมัยก่อนชามีเรื่องที่ทำให้ผิดหวัง( จากนี้และต่อไปจะไม่มีอีกแล้ว?)เลยไม่อยากคาดหวังกับชีวิตมากเกินไป ใช้ชีวิตในทางสายกลางตามหลักศาสนา( ศาสนาไหน?) กับเพื่อนก็เหมือนกันค่ะ ชาเป็นคนรักเพื่อนมาก สุดท้ายเรารู้สึกว่า ที่แท้เขาหวังผลประโยชน์กับเรา( แล้วเธอไปทำอะไรเขาก่อนหรือเปล่า ?)ชาเลยไม่อยากคาดหวังและทุ่มเท ถ้าเรารู้สึกดีมากกับอะไรสักอย่าง แล้ววันหนึ่งมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เราคงรู้สึกเหมือนดิ่งลงมาจากเหว" ( เหมือนจะวุฒิภาวะดีเลยอะ)

3."ชาเป็นคนพูดเร็วค่ะ ( นี่คือหนึ่งในสิ่งที่จะทำให้เรารู้จักและรักเธอเหรอ?)ค่อนข้างไฮเปอร์ด้วย( นี่ด้วยเหรอ?) เวลาอยู่กับเพื่อนก็จะซน ไม่นิ่งเลย( นี่อีก?) นอกจากวันที่เหนื่อยมากๆ ก็จะเล่นไม่ออกเหมือนกัน เป็นเด็กกิจกรรม ชอบเข้าชมรมนู้นชมรมนี้( เข้าแล้วแล้วออกไหมจ๊ะ?) แล้วก็ตั้งใจเรียนควบคู่กันไปด้วย( เก่งจัง) วิชาที่ชอบก็ต้องภาษาอังกฤษกับศาสนาค่ะ ส่วนวิชาที่ไม่ถนัดเลยคือภาษาไทย( ถูกค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้การใช้ภาษาไทยในเพลง ไม่ต้องอิงเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น เพราะว่ามันไม่ใช่แบบเรียนภาษาไทยค่ะ เอาติดหูเข้าว่า เอาอารมณ์เป็นใหญ่ น้ำชาทำถูกแล้วค่ะ) ฟังเหมือนง่าย เพราะเราเป็นคนไทย แต่จริงๆแล้วชาว่า ภาษาไทยรายละเอียด( รายละเอียดอะไรยังไง พูดหรือพิมพ์อะไรตกไปหรือเปล่า?)และมีกฏเกณฑ์เยอะแยะไปหมด"( มันน่าจะมีคำว่า"มี"ต่อจากคำว่า"ภาษาไทย"ก่อนหน้าคำว่า"รายละเอียด"นะ...ว่ามั้ย?)

4."พอไปเรียนที่ออสเตรเลียทำให้รู้ตัวว่าชาเป็นเด็กอนามัยมาก( ค่ารู้ว่าอนามัยแพงนะ ถ้าอยู่แต่ที่ เมืองไทยคงจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่าตัวเองอนามัย) ขนาดกลอนประตูยังเอาแอลกอฮอล์เช็ด มีครั้งหนึ่งแอบไปนอกหอ( อนามัย?) เพราะอาหารไม่อร่อย( แล้วมันอนามัย ถูกหลักโภชนาการมั้ยอะ?) เลยหนีไปกินซูชิในเมือง( สงสัยซูชิจะอนามัย) ตกเย็นมีเช็คชื่อ ชาไม่อยู่ แม่บ้านโทร.มา ชาก็อ้างว่า อยู่ในห้องซักผ้า( อ้อ....อยู่ห้องซักผ้า เชื่อแล้วว่าอนามัย) เผอิญเขาอยู่ในห้องซักผ้าพอดี( หัวเราะ) ชาก็เริ่มลน เลยบอกความจริงไป แม่บ้านบ่นใหญ่เลย สุดท้ายโดนพักการเรียนไปสองอาทิตย์ เป็นสาวเอเชียที่แสบที่สุดในหอเลยค่ะ"( ค่ะ แสบ =อนามัยค่ะ น่าภูมิใจสุดๆเลยค่ะ งงๆนะคะว่าอยู่ๆจากเรื่องเช็ดกลอนมาเป็นหนีหอได้ไง รู้แต่ว่าแสบ และอนามัยค่ะ ..เริ่มรักเธอหรือยังค้า?)

5."ชาชอบถ่ายรูป( รักเธอมั้ยค้า?) ชอบแต่งหน้า( รักมั้ยค้า?) ชอบแต่งตัวหลายๆแนว(รักมั้ยค้า?) และชอบทาเล็บ( คำตอบคือ รักค่ะ เพราะว่ามีเงินไปทำอะไรมากมายแบบนี้ น่าจะรวยและน่าจะคุ้มค่าที่จะรักค่ะ) สะสมสีเล็บแปลกๆ ข้อดีของชาอยู่ตรงที่กล้าเป็นตัวของตัวเองนี่แหละ( ข้อดีของชา แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นเขามองเป็นข้อดีหรือเปล่านิ?) บางคนอายที่จะทำตัวไม่เหมือนคนอื่น แต่ชาว่ามันเป็นอะไรที่คุ้มค่านะ อย่างน้อยเราก็เป็นในสิ่งที่เราเป็น( เราเป็นสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้วค่ะ น้ำชาตกคำว่า"ได้"หลังคำว่า"ก็"กับคำว่า"อยาก"หลังคำว่า"เรา" คำที่สองหรือเปล่าคะ?)แล้วชาก็ชอบอ่านหนังสือแนวปรัชญา( มามะ มาคุยกันเรื่อง ฌอง ปอล ซาร์ต , ซีโมน เดอ โบวัว, มิแชลล์ ฟูโกต์กันดีกว่า...เกอเธ่, อริสโตเติล, เรอเน่ เดสการ์ต หรือว่าคีย์เกย์กอร์ดก็ได้นะคะ) ชอบศิลปะ ชอบแต่งกลอนค่ะ( ทั้งชอบเช็ดชอบแต่ง หนูเป็นอะไรกับกลอนคะ?...อย่าบอกนะว่าหนูเป็น fetishism)

จบแล้ว เนื้อหามีเท่านี้

ถ้าคิดว่านี่ยังโรคจิตไม่พอ ก็....ไม่รู้แล้วอะ55555+

ป.ล.ใครเป็นแฟนน้ำชา และโมโหมาก อยากด่า อยากระบาย เชิญ....ตามสบาย

edit @ 12 Sep 2009 15:21:24 by cool fire

2009/Jul/11

แต่เดิมเริ่มต้นไม่ได้คิดจะเขียนเรื่องนี้หรอกนะ แต่เผอิญมันดันเกิดเรื่องเสียก่อน อดใจไม่ไหวจริงๆ

อย่างว่าแหละ จะตีถ่านมันต้องตีตอนร้อนๆ จะเขียนบล็อก ก็ต้องตอนที่อารมณ์ยังคุกรุ่นอยู่

จั่วหัวไว้แบบนั้น ถ้าใครหลงเข้ามาอ่านถึงตอนนี้แล้วต้องขอบอกก่อนว่า นี่คงไม่ใช่เนื้อหาแบบ Self-Help หรือ How to argue with your parents หรอกนะ เจ้าของบล็อกเองยังตอบอะไรไม่ค่อยได้เลย เพราะฉะนั้นไม่รับประกันความพอใจ...

ใครๆก็คงเคยนะ ประสบการณ์การทะเลาะกับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองเนี่ย เราเองไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่ที่ในชีวิต ก็มีการกระทบกระทั่งกับพ่อแม่บ้าง นี่มันเป็นเรื่องธรรมชาติของความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบอยู่แล้วนี่ ใช่ไหม?

แต่แน่นอนว่า ในแต่ละรูปแบบของความสัมพันธ์ย่อมมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงการแก้ปัญหาหรือการจัดการกับความสัมพันธ์นั้นๆด้วย

เอาล่ะ ในกรณีที่เป็นพ่อแม่ สภาวะที่เจอ ส่วนใหญ่เป็นอย่างไร เราก็ไม่กล้าสรุป( จริงๆคือไม่รู้) แต่ ในกรณีของเรา มักจะเป็นประมาณว่า

- พ่อกับแม่มักจะสรุปความต้องการ หรือ ความยินยอมอะไรบางอย่างของเราไปเอง โดยที่ไม่ได้ถามก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ เมื่อเราไม่ยินยอม หรือไม่สบอารมณ์ พ่อแม่ก็จะผิดหวัง และ เริ่มตัดพ้อ ทั้งวัจนภาษา และ อวัจนภาษา ด้วยรู้สึกว่าถูกปฏิเสธ ความหวังดี เข้าข่ายทำคุณบูชาโทษ

- ในขณะที่เราเอง ก็รู้สึกว่า ถูกริดรอนสิทธิอันชอบธรรมในการแสดงความคิดเห็นที่จะนำไปสู่ข้อสรุปที่ น่าจะเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย เกิดเป็นประโยคคำถามแก่ตัวเอง( ทำไมๆๆๆ???) และประโยคบอกเล่าแก่ตัวเอง( เราไม่ผิดๆๆๆๆ)และ อากัปกิริยาเราก็จะแปรผันตรงกับความหงุดหงิด อย่างควบคุมได้ยากอยู่เรื่อยๆ

- แต่ ครั้นเมื่อบุพการี แสดงความเสียอกเสียใจออกมาแล้ว ในฐานะลูก (ที่ก็ไมได้เป็นอวชาติบุตร( หวังว่านะ...) และ แต่ไหนแต่ไรมาก็เชื่อว่าตัวเองประพฤติตนอยู่ในกรอบอันดีของศีลธรรม ที่จะไม่นำพาปัญหามาให้พ่อแม่ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจ)  ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาเผชิญกับปัญหาในหัวอันเกิดจาก

    1.) ความรู้สึกผิด ที่ทำให้พ่อกับแม่เสียใจ และ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรานี่มันเป็นลูกที่เลว และ ไมได้เรื่องขนาดไหน กับ

    2.) ความรู้สึกไม่ผิด ที่พ่อแม่มักจะสรุปอะไรเอาเอง ด้วย คิดว่าตัวเองรู้จักลูกดีพอ แต่ นั่นก็ไม่ใช่คำอธิบายในการมัดมือลูกชก( และความรู้สึกว่า แต่ไหนแต่ไรมา เราว่าเราก็ไม่ใช่เด็กเกเร ไม่เอาถ่านนี่หว่า)

และ เรา ก็มักจะชั่งน้ำหนักไม่ออก เสียเป็นส่วนใหญ่ ว่า ความรู้สึกแบบไหนมันมีอิทธิพลกับเรามากกว่ากัน

แต่มันก็มักจะจบลงที่เราเป็นฝ่ายเข้าไปขอโทษบุพการีอยู่ดี ( ทั้งๆที่บางทีก็ไม่อยากเท่าไหร่....เลวมั้ยวะกู?)

ส่วนหนึ่งที่เรามากลัดกลุ้มกับปัญหาตรงนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ครอบครัวของเรา ค่อนข้างใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก ( เราเชื่อแบบนั้น) พ่อ แม่ ลูก คุยกันได้เกือบทุกเรื่อง และเราต่างก็คาดหวังให้ความราบรื่นนี้ดำเนินไปไม่สะดุด

พอมีปัญหาขึ้นมา เราก็เลยไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร มากไปกว่าการใช้อารมณ์ การตัดพ้อต่อว่า และน้ำตาที่เสียดแทงอารมณ์ของคนที่รัก

หรือ จะบอกว่า ปัญหานั้น กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าคุยกันแล้วทะเลาะกัน ก็อย่าคุยกันแม่งเลย ต่างคนต่างอยู่ ดีไหม?

จะเอาแบบนั้นจริงๆเหรอจ๊ะ?

เราไม่เห็นพ้องเท่าไหร่ เพราะเชื่อว่านั่นไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการหนีปัญหาต่างหาก

ที่เหลือถ้าฟุ้งซ่านมากๆ ก็อาจจะเลยเถิดไปถึงการตั้งคำถามที่ล่อแหลมกับสังคมส่วนใหญ่เช่น พ่อแม่รักเราจริงหรือเปล่า? หรือว่าที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ไม่รัก แต่ถึงขั้นเกลียดด้วยซ้ำ? แต่มันจะมีหรือที่พ่อแม่เกลียดลูกตัวเอง? ถ้าไม่มี ทำไมเรายังเห็นข่าวการทำร้ายกันระหว่างพ่อแม่และลูกอยู่เรื่อยๆ? หรือว่าอันที่จริงแล้ว ความรักที่พ่อแม่มีให้ต่อลูกก็ไม่ใช่สัญชาติญาณแต่กำเนิด แต่เป็นพฤติกรรมที่ถูกขัดเกลามาแล้ว?เพราะแบบนั้น เราเลยมักจะเห็นภาพการเปรียบเทียบว่าแม้แต่สัตว์ยังรักลูกของมันหรือเปล่า? แต่ก็นั่นแหละ สัตว์บางสายพันธุ์ถ้าเห็นลูกไม่สมบูรณ์ก็ฆ่าทิ้งแต่เกิดด้วยซ้ำ ฯลฯ

เราพยายามแก้ปัญหาโดยการคุยตรงๆกับพ่อแม่ ว่า ทำไมเราถึงไม่พอใจ แต่ก็นั่นแหละ ในฐานะลูก เราไม่อาจหาญพอที่จะเถียงพ่อแม่จนคอเป็นเอ็น เพราะเราไม่อยากเห็นคนที่เรารักต้องหงุดหงิดอันมีสาเหตุมาจากตัวเราเอง( และก็ทำใจให้ได้ว่าอามรณืโกรธในตอนนี้ อีกไม่นานก็จะเลือนหายไป....ช่างมันเถอะ ช่างตัวเอง แต่อย่าช่างพ่อกับแม่)

แล้วก็คงเป็นเราที่เป็นฝ่ายต้องขอโทษอยู่ร่ำไป พร้อมทั้งทำใจว่า การขอโทษมันก็คงช่วยให้อะไรๆผ่อนคลายขึ้น และ ทิฐิในหัวเรา ก็คงมีประโยชน์ที่จะช่วยเกลาเหตุผลที่จะเอาไปอธิบายกับพ่อแม่( ตอนที่ท่านอารมณ์ดีแล้ว) ว่า ทำไมเราถึงไม่พอใจการกระทำของท่าน และ ทำไม เราถึงมีสิทธิที่จะไม่พอใจ โดยที่เราหวังว่ากำแพงศีลธรรมของบริบทพ่อแม่ลูกนี่จะไม่มาขวางทางหรือกระพือไฟอารมณ์ให้ยิ่งมัวเมาจนต้องจบลงด้วยน้ำตาอีก.....

แล้วจะทำยังไงดี?

ป.ล.- พี่สาวที่รัก เราว่าเธอน่าจะเป็นคนที่เห็นภาพชัดที่สุดแล้ว ถ้าเธอเข้ามาอ่าน ช่วยแนะนำเราหน่อยนะ